Posted by: francisxavier1973 on: มิถุนายน 29, 2010
มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
เวลาที่เราเห็นกระปุกออมสิน ก็จะนึกถึงกลอนบทนี้ของสุนทรภู่เสมอ แต่ทราบกันบ้างไหมว่า กระปุกออมสิมีที่มาที่ไปอย่างไร…..
มีเรื่องราวเกี่ยวกับกระปุกออมสินไว้มากมาย แต่ที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะมากกว่า 5000 ปีเลยทีเดียว เพราะมีการบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ ที่เป็นภาคพันธสัญญาเก่า มาจากหนังสือพงศาวดารฉบับที่สอง (2พงศาวดาร 24:1-12) เล่าว่าในพระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งถูกปกครองในสมัยของกษัตริย์โยอาช กำลังคิดหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องเงินบริจาค ที่ผู้ได้รับเงินมาไม่ยอมส่งเงินเพื่อนำไปทำนุบำรุงซ่อมแซมพระวิหาร จึงได้คิดที่จะนำหีบมาแล้วเจาะรูไว้หนึ่งรู และตั้งไว้เพื่อให้คนที่มาทำบุญได้ใส่เงินลงในหีบนั้น เมื่อเห็นว่ามีเงินในหีบมากแล้ว จึงเทออกมาเพื่อนับเงิน ทำให้ไม่มีการยักยอก ผู้คนต่างก็นำไอเดียนี้มาพัฒนา จนกลายเป็นกระปุกไปในที่สุด
Posted by: francisxavier1973 on: มิถุนายน 26, 2010
“แผนงานเขียนไว้บนผืนทราย เป้าหมายสลักไว้บนศิลา” เป็นประโยคที่ผมเคยได้ยินมา และชอบมากๆกับประโยคนี้
ทุกๆคนล้วนมีเป้าหมายหรือความฝันของตัวเอง แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็อาจจะลืมไปบ้าง แต่จงจำไว้ว่าเรายังมีจุดมุ่งหมายที่ต้องไปให้ถึง เปรียบเสมือนเราต้องบันทึกเป้าหมายของเราไว้บนแผ่นหินหรือใจของเรานั่นเอง
ส่วนแผนงานหรือวิธีการของเราก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามสภาวะแวดล้อมต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ซึ่งเราต้องพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ เปรียบกับที่เราเขียนไว้บนผืนทราย แต่ก็พร้อมที่จะลบและเปลี่ยนแปลงวิธีการเพื่อที่จะทำให้เราก้าวไปถึงจุดหมายนั้น
เป้าหมายของเราก็อาจจะมีได้หลายๆเรื่อง ไม่ว่าทางฝ่ายกาย หรือทางฝ่ายวิญญาณ ควรมีสติอยู่เสมอ เพราะถ้าเราพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจจะทำให้เราเสียใจไปตลอดชีวิตได้
เป้าหมายที่จะทำมีเพียงหนึ่งเดียว แต่แผนการที่จะไปให้ถึงนั้นอาจจะมีได้หลายทาง อาจจะอ้อมไปบ้างหรือช้าไปนิด แต่เมื่อถึงแล้ว เราก็จะภูมิใจ
Posted by: francisxavier1973 on: มิถุนายน 26, 2010
ฟรังซีสซาเวียร์ถือกำเนิดในตระกูลชั้นสูงผู้มั่งคั่งชาวบาสก์ในอาณาจักรนาวาร์ทางตอนเหนือของประเทศสเปน เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1506 โดยพื้นธรรมชาติของสายเลือดเผ่าพันธุ์บาสก์ท่านมีความหยิ่งทะนงและมีความรู้สึกรุนแรงในวัยเด็กท่านมีความทะเยอทะยานอย่างยิ่งและชื่นชอบการเล่นกีฬา แต่สิ่งสำคัญคือลักษณะพิเศษสุดที่ท่านมีในเรื่องความเมตตาปรานีและความรู้สึกเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ อีกทั้งความอดกลั้นอดทน
ในปี ค.ศ.1524 ขณะ มีอายุได้สิบแปดปี ฟรังซิส ซาเวียร์ ได้เข้าศึกษาวิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัย ปารีส จากนั้นได้ศึกษาขั้นมหาบัณฑิต ด้านอักษรศาสตร์เมื่อศึกษาจบท่านก็สอนวิชาปรัชญาที่โบเวส์คอลเลจ ในช่วงเวลานั้นเอง ท่านได้พบ อิกเนชีอุสโลโยลา ฟรังซิสซาเวียร์พร้อมกับผู้เคร่งศาสนาอีกห้าคนได้ร่วมกันก่อนตั้งคณะนักบวชเยซูอิต คือ แผนการต้องเปลี่ยนไปเพราะพระเจ้าจอห์นแห่งประเทศโปรตุเกสในขณะนั้นได้มีรับสั่งขอให้พระสงค์ไปทำการเผยแพร่ศาสนาโรมันคาทอลิกในประเทศอินเดีย อิกเนชีอุสตัดสินใจเลือกฟรังซิสซาเวียร์ ให้รับภารกิจนี้ ทั้งๆที่ฟรังซีสไม่ได้มีคุณสมบัติเหมาะกับงานนี้แต่ประการใด แม้ว่าจะศึกษาได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัย แต่ท่านก็ไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดลึกซึ้งนัก ตำราศาสนาที่ท่านใช้ติดตัวเป็นประจำเป็นเพียงบทสวดมนต์เล่มเล็กๆ นอกจากนี้ท่านไม่ได้รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาที่ผู้คนเขานับถือกัน ท่านมองเห็นว่าผู้ที่ไม่ได้นับถือคริสต์ศาสนาคือศัตรูของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นทาสของปิศาจร้าย ท่านจำต้องช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นด้วยพลังอำนาจ ทั้งปวงที่ท่านจะสามารถทำได้ และที่สำคัญก็คือท่านไม่ได้แยแสกับกลุ่มนักบวช ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือพราหมณ์หรือกลุ่มผู้นับถือศาสนาพุทธ
ในภาพรวมจึงกล่าวได้ว่าในเบื้องต้นของชีวิต ฟรังซิสไม่ได้รู้อะไรมากนัก ท่านมองเห็นว่าโลกใหม่ที่ท่านต้องออกไปเผชิญช่างกว้างใหญ่ไพศาล และท่านมีหน้าที่อีกทั้งความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่จะออกไปปราบศัตรูให้พระเจ้า ท่านดำเนินสู่โลกใบนั้นแบบที่เรียกว่า ไม่มีอะไรติดตัวเลยนอกจากความรักอันแน่วแน่มั่นคงที่มีต่อพระเยซูคริสต์ อีกทั้งความมุ่งมั่นที่จะใช้อำนาจของชาติโปรตุเกสเพื่อประโยชน์แห่งคริสตศาสนา
ด้วยกำลังใจที่แน่วแน่ ฟรังซิส ซาเวียร์ ยอมสละความสุขทางโลกทั้งมวล ท่านเลือกที่จะดำรงชีวิตอย่างแร้นแค้นที่สุด และปฏิเสธความสะดวกสบายทุกสิ่งที่มีผู้เสนอให้ ท่านรับประทานอาหารเพียงน้อยนิดจนเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่งที่ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้ และเมื่อจะต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายในภูมิภาคของโลกที่ร้อนระอุ ท่านขอสิ่งจำเป็นอย่างเดียวคือ รองเท้าบู๊ตคู่หนึ่งในขณะเดินทางบนเรือนั้น (ท่านออกเดินทางจากเมืองท่าลิสบอนในโปรตุเกส เมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ.1541 ขณะมีอายุได้ 36 ปี พร้อมด้วยเพื่อนร่วมเดินทางอีก 2 คน) ท่านก็สามารถอดทนต่อความยากลำบากทั้งมวล ที่รวมทั้งอากาศไม่ว่าจะร้อนจัดหรือหนาวจัด
เรื่องราวการเดินทาง ของฟรังซิส ซาเวียร์เปรียบได้ดั่งมหากาพย์แห่งงานวรรณกรรม ท่านเดินทางถึงเมืองกัวในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ.1542 หลังจากใช้เวลาทั้งหมด 13 เดือนจากลิสบอน ผ่านน่านน้ำท้องทะเลอันเวิ้งว้างหลายแห่ง ท่านใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ในการเผยแพร่ศาสนาให้ผู้คนชาวอินเดียในเมืองกัวด้วยการไปเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาล เยี่ยมนักโทษในเรือนจำและอบรมผูเยาว์ให้มีใจเมตตาปรานี มีเรื่องเล่าว่าในตอนเช้าหลังจากไปช่วยเหลือผู้ป่วย และ นักโทษแล้ว ท่านก็จะเดินไปตามท้องถนนในเมืองพร้อมกับสั่นกระดิ่งในมือเชิญชวนพ่อแม่ผู้ปกครองให้ส่งพวกลูกหลานและพวกทาสไปรับฟังคำสั่งสอน ผลที่ได้ก็คือเด็กๆเริ่มมีจิตใจอ่อนโยน รู้จักทำความดีและพวกผู้ใหญ่ก็จะมีความรู้สึกละอายต่อการทำบาป ผู้คนในเมืองกัวทุกกลุ่มเริ่มมีคุณภาพชีวิตที่งดงามขึ้น เพราะการอุทิศตนของ ฟรังซีส ซาเวียร์ผู้มีจริยาวัตรและถ้อยวจนะอันเปี่ยมล้นด้วยความปรานี
ในช่วงค.ศ.1545-1547 ฟรังซิส ซาเวียร์ ทำการเทศนาสั่งสอนผู้คนในอาณานิคมมาละกาของโปรตุเกสและบริเวณแหลมมาลายู เมื่อมีโอกาสคุ้นเคยกับชาวญี่ปุ่นชื่ออันจิโร(ต่อมาภายหลังได้รับศีลล้างบาป และได้รับชื่อปอล) ท่านจึงประสงค์จะเดินทางไปเผยแพร่คริสตศาสนาในประเทศญี่ปุ่น จากนั้น พร้อมด้วยสงฆ์เยซูอิตรูปหนึ่งและชาวญี่ปุ่นซึ่งนับถือศาสนาคริสต์อีก 3 คน ท่านก็ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ทำการสอนศาสนาตามจิตที่มุ่งหวัง นับได้ว่าฟรังซิส ซาเวียร์ คือ สงฆ์องค์แรกในญี่ปุ่นและสามารถทำ ให้ผู้คนจำนวนประมาณ 2,000 คน ยอม รับนับถือคริสตศาสนา
อีกไม่นานนัก ฟรังซิส ซาเวียร์ก็มุ่งมั่นที่จะเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งในขณะนั้นปิดประเทศไม่ยอมรับคนต่างชาติความประสงค์อัน เร่าร้อนทำให้ท่านกล้าติดสินบนกัปตันเรือผู้หนึ่งให้แอบลักลอบนำท่านเข้าประเทศจีน แต่โชคร้ายย่างใกล้เข้ามาพวกโปรตุเกสที่เกาะสานเจี้ยนที่ท่านไปพักอยู่ขณะนั้นไม่เห็นด้วยกับแผนการและฟรังซิสเองก็ล้มป่วยลง กระนั้นท่านก็ยังไม่สูญสิ้นความตั้งใจ ในยามนั้น ท่านได้รับทราบข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรสยาม(คือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิผู้ทรงครองกรุงศรีอยุธยาระหว่างค.ศ.1548-1568) กำลังเตรียมส่งคณะทูตไปเจริญสันถวไมตรีกับจักรพรรดิจีน ท่านจึงพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้รัฐบาลโปรตุเกสยินยอมให้ท่านได้ร่วมขบวนกับเอกอัครราชทูตแห่งสยามไปประเทศจีน แต่แล้วด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าฟรังซิสซาเวียร์กลับล้มเจ็บลงอีก เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1552 และกลับคืนสู่อ้อมพระหัตถ์แห่งพระเจ้าในวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม ปีนั้นเอง ขณะเปล่ง วาจาสุดท้ายว่า “In thee,O Lord,I have hoped; I shall not to be confounded forever.ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าลูกมีความเชื่อมั่นในพระองค์ตลอดมา ลูกจะไม่มีวันสับสนชั่วนิรันดร์”
ร่างของท่านถูกนำกลับสู่ดินแดนกัว และได้รับการฝังไว้ ณ ที่นั้นท่ามกลางความรักของผู้คนที่ตระหนักในดวงจิตว่าท่านคือนักบุญ ต่อมาในปี ค.ศ.1619 พระสันตะปาปาปอลที่ 5 (ค.ศ.1552-1621) ทรงเป็นผู้ประกอบพิธีประสาทพรเตรียมเฉลิมฉลองการยกย่องให้เป็นนักบุญในฐานะองค์อุปถัมภ์ภารกิจทั้งมวลของคริสต์ศาสนา ลัทธิโรมันคาทอลิก
นักบุญ ฟรังซิส ซาเวียร์ คือแม่แบบแห่งคุณธรรมทั้งปวงที่พวกเราพร้อมที่จะดำเนินชีวิตตาม ทั้งในด้านความประหยัด ความถ่อมตน ความกล้าหาญ ความเสียสละเพื่อส่วนรวม ความเมตตาปรานีต่อเพื่อนมนุษย์ รวมทั้งการน้อมรับพระธรรมวจนะแห่งพระเจ้า เพื่อเป็นมงคลนำชีวิต